ReadyPlanet.com
dot
dot
ค้้นหาแกรนิตโต้

dot
dot
สินค้ายอดนิยม
dot
bulletแกรนิตโต้ 60x60cm
bulletโปรโมชั่นกระเบื้องแกรนิตโต้
bulletผลงานแกรนิตโต้สีเทา60x60
bulletแกรนิตโต้นาโน 60x60cm
bulletแกรนิตโต้จีนลายใหม่ 60x60cm
bulletแกรนิตโต้ลายไม้ 15x60cm
bulletแกรนิตโต้ลายไม้ 20x100cm
dot
น้ำยาทำความสะอาดแกรนิตโต้
dot
bulletน้ำยาทำความสะอาดแกรนิตโต้
dot
ผลิตภัณท์ แกรนิตโต้.com
dot
bulletน้ำยาทำความสะอาดกระเบื้อง
bulletแกรนิตโต้ RCI
bulletแกรนิตโต้ ไอคอนนิค
bulletกระเบื้องแกรนิต Iconic
bulletแกรนิตโต้ รุ่น Fossil
bulletแกรนิตโต้ รุ่น Rustic
bulletแกรนิตโต้ รุ่น Horn Stone
bulletแกรนิตโต้ รุ่น Frame Stone
bulletแกรนิตโต้ KENZAI
bulletแกรนิตโต้ EASTMAN
dot
ยาแนว จระเข้
dot
bulletยาแนวสระว่ายน้ำ
bulletยาแนว ตราจระเข้
bulletกาวซีเมนต์ ตราจระเข้
bulletคัลเลอร์ซีเมนต์ ตราจระเข้
bulletเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง ตราจระเข้
bulletอุปกรณ์เซรามิค และ D.I.Y
bulletสินค้าน้ำยา
bulletอุปกรณ์เครื่องมือ
bulletเครื่องตัดกระเบื้องไฟฟ้า
bulletเครื่องตัดกระเบื้องด้วยมือ
bulletผลิตภัณฑ์ LANKO
bulletระบบกันซึม
bulletงานพื้น
bulletน้ำยาผสม
bulletวัสดุอุปกรณ์
bulletงานตกแต่งผิว
bulletงานซ่อมแซมโครงสร้าง
bulletงานอุดยาแนวและ ยึดติด
bulletงานทำความสะอาดและ ปกป้องผิว
dot
บทความเกี่ยวกับกระเบื้องแกรนิตโต้
dot
bulletแกรนิตโต้คืออะไร
bulletแกรนิตโต้นาโน คือ
bulletแกรนิตโต้ปูพื้นห้องน้ำ
bulletวิธีการปูแกรนิตโต้ที่ถูกต้อง
bulletการทำให้แกรนิตโต้เงางาม
bulletการทำความสะอาดแกรนิตโต้
bulletแกรนิตโต้ทำเคาเตอร์ห้องครัว
bulletวิธีเลือกซื้อกระเบื้องแกรนิตโต้
bulletความแตกต่างกระเบื้องเกรดA-B
bulletเหตุผลที่ต้องเว้นร่องระหว่างผนัง
bulletนำกระเบื้องแกรนิตโต้ปูพื้นไปปูผนัง
bulletอยากปูพื้นไม้แต่ไม่อยากดูแลรักษา
bulletการตรวจสอบหลังปูกระเบื้องแกรนิตโต้
dot
การยาแนว
dot
bulletยาแนวจระเข้
bulletการยาแนว
bulletการยาแนวกระเบื้องห้องครัว
dot
หินเทียม
dot
bulletหินเทียม
bulletวิธีการติดตั้งหินเทียม
dot
หินโบราณ
dot
bulletหินกาบ
bulletหินโบราณ
bulletหินโมเสคขัดมัน
bulletหินโมเสคจิ๊กซอว์
bulletหินหน้าธรรมชาติ
bulletหินภูเขาไฟเซาะร่อง
bulletหินโมเสคผิวกัดกรด
bulletหินแพทเทิร์นโมเสค
bulletสันหินหน้าธรรมชาติ
bulletสันหินเรียบลายสลับ
bulletหินฟรีฟอร์มสำเร็จรูป
bulletหินฟรีไซต์หน้าธรรมชาติ
bulletหินเซาะร่องหน้าธรรมชาติ
dot
กระเบื้องดินเผา
dot
bulletเฉดสี
bulletกระเบื้องดินเผารุ่น Flat
bulletกระเบื้องดินเผารุ่นLiner
bulletกระเบื้องดินเผารุ่นMatte
bulletกระเบื้องดินเผารุ่นZephyr
bulletกระเบื้องดินเผารุ่นRestored
bulletกระเบื้องดินเผารุ่นHandMade
bulletกระเบื้องดินเผารุ่นSpecialShape
bulletกระเบื้องดินเผารุ่นFrostedSurface
dot
dot
bulletก้อนอิฐ
bulletก้อนอิฐลายไม้
bulletแผงอิฐบล็อคดินเผา
dot
กระเบื้องพอร์ซเลนจีน
dot
bulletกระเบื้องพอร์ซเลนลายศิลปะ
bulletกระเบื้องพอร์ซเลน
bulletกระเบื้องมาใหม่
bulletกระเบื้องขัด 500x500
bulletกระเบื้องขัด 600x600
bulletกระเบื้องขัด 800x800
bulletกระเบื้องเซรามิค 300x300
bulletกระเบื้องเซรามิค 330x330
bulletกระเบื้องเซรามิค 400x400
bulletกระเบื้องเซรามิค 600x600
dot
tpi
dot
bulletปูนซีเมนต์TPI
bulletปูนผสมสำเร็จรูปTPI
dot
เว็บไซต์น่าสนใจ
dot
bulletน้ำท่วมอยุธยา
bulletกระเบื้อง
bulletเวเบอร์
bulletแกรนิตโต้ Blog
bulletกระเบื้องสระว่ายน้ำ
bulletตะแกรงสระว่ายน้ำ
bulletเครื่องตัดกระเบื้อง
dot
รับจดหมายข่าว

dot
bulletอวาตาร์ปลาไหล
bulletรักปาฏิหาริย์
bulletดูบอลยูโร 1Sky
bulletโดมเดอะสตาร์8
bulletโปรแกรม Roboform
bulletYoutube สอนร้องเพลง
bulletBlog เลี้ยงลูกพอลล่า
bulletบริจาคน้ำท่วม
bulletดูทีวีย้อนหลังช่อง3
bulletดูทีวีย้อนหลังช่อง9


iconic


ข่าวแกรนิตโต้ดอทคอม


ครูอังคณา
วันที่ 10/04/2012  12:47:35 PM ,ผู้เข้าชม : 1324

ครูอังคณา

วลีสุดฮิตใน Facebook "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่"

ที่มาของวลีสุดฮิตในขณะนี้ มีที่มาๆจากการทะเลาะกันของเด็กเรื่องการทำรายงาน กลายเป็นคลิปไวรัลยอดวิว 2 แสนคนภายใน 2 วัน
 
หากใครเล่นเฟซบุ๊กในช่วงนี้ (9 เม.ย.) คงทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้น และสงสัยว่าประโยค "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" ประโยคเด็ดที่แพร่รวดเร็วในชั่วข้ามคืน ใน Social Media, Facebook, Twitter และเว็บบอร์ดต่างๆ อย่างรวดเร็ว
 
ที่มาเกิดจากผู้ใช้ที่ชื่อ "Chintakoza"  โพสท์คลิปในเว็บไซต์ยูทูป หัวเรื่อง "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" ปรากฎภาพเด็กชายคนหนึ่ง ที่อัดคลิปส่งข้อความไปถึงเพื่อนชื่อ "บอล" ที่ขับไล่ตนออกจากกลุ่ม ม.1/9

ทำไมต้องฟ้องครูอังคณา?
 
จากข้อมูลต่างๆพบว่า เด็กชายที่ปรากฏในคลิปคือ ด.ช.พงศธร  ถูกขับไล่ออกจากกลุ่มในเฟซบุ๊ก ของห้อง ม.1/9  ด้วยความไม่พอใจจึงได้ระบายความแค้นใจเป็นคลิปขึ้นยูทูบ
 
"คิดได้เนาะ ให้ทุกคนไล่ออกจากกลุ่ม 1/9 ก็เพราะเรื่องกระโหลกกะลาแค่นี้เองเหรอ ทำไมอ่ะ เห้อะ ทำไมต้องไล่ออกด้วย" ก่อนที่จะส่งท้ายข้อความข่มขู่ว่า "ถ้าไม่เอาตนเข้ากลุ่ม 1/9 เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่"
 
จากนั้นด.ช.บอล ก็ออกมาแก้ต่างเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
 
"ผมบอลนะครับเรื่องมันมีอยู่ว่า­ผมเป็นหัวหน้าห้อง 1/9 ในกลุ่มมีอยู่ 28 คน แล้ว พงศธร (ในคลิป) เนี่ยเวลาเขาคุยงานกันก็ไม่ออกความเห็น แต่พอเวลาเขามีงานกันพงศธร ก็จะจุดๆๆๆๆ สักทีละร้อยจุดได้ เพื่ออะไรไม่รู้ ก็รู้อยู่ว่าในเฟสตันแค่ 99 ข้อความ แล้วเขาเกินร้อยทีนี้มันก็ค้างสิครับงานก็หายแล้ว คนในกลุ่มเลยรวมความเห็นกัน แล้วบอกให้ผมที่เป็นแอ้ดมิน ไล่ออกจากกลุ่ม …… เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ ทุกคนก็ดูกันและเองว่าใครถูกใครผิด"

สรุปความคร่าวๆก็คือ พงศธรไปกวนเพื่อนในกลุ่ม ก็เลยโดนหัวหน้าห้องที่เป็นแอดมิน ลบออกจากกลุ่มบนเฟซบุ๊กนั่นเอง
 
จนกระทั่งมีผู้ที่อาศัยการทะเลาะของเด็กประถมครั้งนี้ ออกมาตั้งแอคเคาท์ปลอมทางทวิตเตอร์ โดยอ้างว่าเป็นครูอังคณา ซึ่งปัจจุบันถูกลบออกไปแล้ว  นอกจากนั้น ยังมีผู้ออกมาตั้งเพจล้อเลียนทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยใช้ชื่อ "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" ซึ่งมีผู้มากดไลค์แล้วมากกว่า 19,800 คน
 
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คลิปนี้โด่งดังอย่างรวดเร็ว มาจากท่าทีจริงจังแบบเด็กโดยเฉพาะประโยคที่ว่า "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" ที่ได้อารมณ์แบบเด็กๆมาก  เหมือนกับการขู่ว่าจะฟ้องครูหรือพ่อแม่
 
และอีกเหตุผลหนึ่งคงคล้ายกับกรณีหนัง"แฟนฉัน"ที่ทำให้คน"ย้อนอดีต"ไปถึงวัยเด็กที่ทะเลาะกับเพื่อน เรื่องเล็กๆในมุมของผู้ใหญ่จะเป็นเรื่องจริงจังมากสำหรับเด็ก และการแสดงอารมณ์ที่ดูเกรี้ยวโกรธต่อเรื่องที่ไม่น่าเป็นเรื่องนี่เอง ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันกลายเป็น"ของเล่น" และ"เรื่องสนุก"สำหรับผู้ใหญ่
 
 
อย่างไรก็ดี นี่ถือเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดอีกครั้ง ของพลังของการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน "เฟสบุ๊ค" ที่"รวดเร็ว"และ"รุนแรง" อย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง
 
นี่เป็นกรณีหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า โลกปัจจุบันเปลี่ยนเร็วกว่าที่ใครคาดคิด  ในอดีต เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไกลเกินตัว แต่ปัจจุบัน เด็กๆสามารถใช้อินเตอร์เน็ตเน็ตเป็น รู้จักการใช้ประโยชน์จากสังคมออนไลน์

ครูอังคณา
 
แม้หลายคนจะมองว่านี่อาจเป็นเรื่องของความขัดแย้งเล็กๆระหว่างเด็กๆ แต่อย่างลืมว่า เมื่อใดที่มันถูกนำมาใส่สีตีข่าว ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะห้ามไม่ให้เกิดกระแส ไม่ว่าผลที่ได้รับจะเป็นด้านลบหรือด้านบวก มันทำให้เราเห็นว่า สิ่งเหล่านี้สามารถขับเคลื่อนสังคมได้อย่างทรงพลังอย่างยิ่ง และมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทิศทางของสังคม เพื่อการเข้าถึงปัญหา และสามารถเยียวยาแก้ไขปัญหา ได้อย่างทันท่วงที
 
แต่ถึงกระนั้น แม้เด็กยุคปัจจุบันจะก้าวหน้าเพียงใด สิ่งที่ยังเหมือนเดิมก็คือ "ความเป็นเด็ก" ที่ต่อให้เก่งเพียงใด เด็กก็ยังคงแสดงออกด้วยความเป็นเด็ก ขึ้นอยู่กับผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์และมองเห็นความผิดพลาดในอดีตมากกว่า ว่าจะคิดเห็นหรือตอบสนองกับมันอย่างไร และทราบดีว่าการโพสต์สิ่งใดบนโลกโซเซียลมีเดียต้องพิจารณาถึงผลที่ตามมา
 
เพราะมิฉะนั้นแล้ว "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" -
ครูอังคณา

กำจัดไฝ
วันที่ 20/03/2012  12:31:41 PM ,ผู้เข้าชม : 1863

กำจัดไฝ

กำจัดไฝ หูด ติ่งเนื้อ ขี้แมลงวัน ด้วยตัวเอง

 ไฝ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Moles, Warts

ความรู้เกี่ยวกับ เลเซอร์ฟิสิกส์ ในการกำจัดไฝ
 
เลเซอร์(Laser) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากกระบวนการที่เรียกว่า Light Amplification by Stimulated
Emission of Radiation ความคิดในการสร้างเลเซอร์เริ่มจากทฤษฏีของไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ใน
ปี ค.ศ. 1917 ซึ่งอธิบายหลักการปล่อยโฟตอนโดยการกระตุ้น (stimulated emission) อะตอม เพราะในการเกิดการปล่อยโฟตอนดังกล่าวจะทำให้เกิดความเข้มแสงเพิ่ม ซึ่งเป็นหลักการของเลเซอร์โดยทั่วไป

ในปี ค.ศ. 1945 กอร์ดอน (James P. Gordon), ซีเจอร์ (H.J.Zuiger) และทาวเนส (Charles H. Townes)
แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ได้สร้างเมเซอร์ (Maser) สำเร็จเป็นครั้งแรก เมเซอร์นี้ทำงานโดยการปล่อยโฟตอน
แบบกระตุ้นและได้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงไมโครเวฟ(Microwave Amplification by Stimulated Emission
of Radiation)ในปี ค.ศ. 1958 ชอว์โลว์ (Arthur Schawlow) และทาวเนส (Charles Townes)
ได้เสนอว่าหลักการของเมเซอร์สามารถนำมา  ใช้ในการผลิตคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงที่ตามองเห็น ซึ่งเรียกว่า ออฟทิคอลเมเซอร์
(optical maser) หรือ LASER ได้
 จากข้อเสนอของทาวเนส และชอว์โลว์ ได้ปรากฏเป็นจริงในอีก 2 ปีต่อมา คือ ในปี ค.ศ. 1960 ไมแมน (Theodore Maiman) แห่งห้องปฏิบัติการวิจัยของบริษัทฮิวส์ (Hughes) สหรัฐอเมริกา ได้สร้างเลเซอร์เครื่องแรกของโลกสำเร็จ โดยเลเซอร์เครื่องแรกนี้เป็นเลเซอร์ทับทิม (ruby laser) ซึ่งเป็นเลเซอร์ของแข็ง (solid state laser) และให้แสงสีแดงเป็นช่วงๆ หรือแบบพัลส์ (pulse) ที่มีความยาวคลื่น 694.3 nm
ต่อมาในปลายปี ค.ศ. 1960 มีการสร้างเลเซอร์แก๊ส (gas laser) เครื่องแรกของโลก ซึ่งเป็นแก๊สผสมระหว่างฮีเลียมกับนีออนโดย จาวาน (A. Javan) , เบนเนท(W.R.Bennett. Jr.) และ เฮอร์เรียท (D.R.Herriot) แห่งห้องปฏิบัติการเบลล์ (Bell) สหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ฮีเลียม - นีออน เลเซอร์เครื่องแรกที่ให้รังสีอินฟราเรดอย่างต่อเนื่องที่ความยาวคลื่น 1.15 µm และในปี ค.ศ. 1962 ริกเดน (J.D.Rigden) และไวท์ (A.D.White) แห่งห้องปฏิบัติการเบลล์ก็ประสบผลสำเร็จในการสร้างฮีเลียม - นีออนเลเซอร์ ที่ให้แสงสีแดงอย่างต่อเนื่องที่ความยาวคลื่น 632.8 nm ซึ่งถือว่าเป็นเลเซอร์เครื่องแรกที่ทำงานแบบต่อเนื่อง (continuous wave หรือ CW ) ในช่วงที่ตามองเห็น การพัฒนาฮีเลียม - นีออนเลเซอร์ ยังคงดำเนินการมาจนถึงปัจจุบันเพราะเลเซอร์ชนิดที่เป็นเลเซอร์ที่รู้จัก และใช้งานอย่างกว้างขวางที่สุดมากกว่าบรรดาเลเซอร์ต่างๆ ทั้งหมดที่สร้างมา ยิ่งกว่านั้นเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการผลิตฮีเลียม - นีออนเลเซอร์ ในเชิงพาณิชย์ซึ่งให้แสงสีเขียว และแสงอินฟราเรดที่มีความยาวคลื่น 543.5 nm และ 1532.5 nm ตามลำดับ นอกเหนือจากฮีเลียม - นีออนเลเซอร์ให้แสงสีแดงที่ใช้กันอยู่ทั่วไปแล้วอีกด้วย
ในปี ค.ศ. 1962 เช่นกัน ได้มีการค้นพบเลเซอร์แบบสารกึ่งตัวนำ (semiconductor diode laser หรือเรียกสั้น ๆ ว่า diode laser) ซึ่งเป็นแกลเลียม - อาร์เซไนต์ (GaAs p-n junction) และให้เลเซอร์ในช่วงใกล้อินฟราเรดหรือความยาวคลื่นประมาณ 8500 nm
และนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 เป็นต้นมา ได้มีการค้นพบเลเซอร์แบบอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งจะสรุปเฉพาะเลเซอร์ที่สำคัญ ดังนี้

HCI (Chemical laser)
 
การพัฒนาเลเซอร์ยังคงดำเนินต่อไปนี้ มีการค้นพบเลเซอร์ชนิดใหม่ๆ ที่มีความยาวคลื่นต่างๆ ดังเช่น เอกไซเมอร์เลเซอร์ (excimer laser) หรือ rare gas halide laser ที่พบในปี ค.ศ. 1975 เป็นเลเซอร์ที่ให้รังสีอัลตราไวโอเลตในช่วงความยาวคลื่นประมาณ 190 - 300 nm และในปี ค.ศ. 1984 โรบินสัน (A.L Robinson) และคณะแห่งห้องปฏิบัติการลอเรนซ์ลิเวอร์มอร์ (Lawrence Livermore Laboratory) สหรัฐอเมริกา ก็ประสบผลสำเร็จเป็นครั้งแรก ในการสร้างเอกเรย์เลเซอร์ (X-ray laser) ซึ่งให้รังสีในช่วงความยาวคลื่นของรังสีเอกซ์ประมาณ 1 - 2 A°
จะเห็นได้ว่าได้มีการค้นพบเลเซอร์ชนิดต่างๆ มากมาย ซึ่งเลเซอร์เหล่านี้สามารถให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้เกือบจะทุกความยาวคลื่น ตั้งแต่รังสีเอกซ์ - อัลตราไวโอเลต - ช่วงที่ตามองเห็น - จนถึงรังสีอินฟราเรดและมีเลเซอร์อีกหลายชนิดที่ทำงานได้ทั้งแบบคลื่นต่อเนื่อง (continuous wave) และแบบพลัส์ (pulsed) ดังนั้นปัจจุบันเลเซอร์จึงถูกนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านต่างๅอย่างกว้างขวาง

เลเซอร์ฟิสิกส์ ในการ กำจัดไฝ

การทำงานของเลเซอร์พิจารณาระดับพลังงาน (energy level) ของอะตอม (หรือโมเลกุล) 2 ระดับ คือ
อิเล็กตรอนในอะตอมนั้นมีพลังงาน E1 และ E2 โดยที่ E1< E2 ดังแสดงในรูป
ถ้าอิเล็กตรอนในอะตอมอยู่ที่ระดับพลังงานที่ต่ำกว่าคือ E1 เมื่อมีโฟตอนที่มีพลังงาน hf = E2 - E1 มาตกกระทบ
อะตอม โฟตอนจะถูกดูดกลืน แล้วอิเล็กตรอนในอะตอมจะถูกกระตุ้น (excite) จากระดับพลังงาน E1 ให้ไปอยู่ที่
ระดับพลังงานที่สูงกว่าคือ E2 ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า การดูดกลืนพลังงาน (absorption) ดังแสดงในรูปข้างล่าง


ระดับพลังงานของอะตอมแบบ 2 ระดับ


การดูดกลืนพลังงาน    การปล่อยโฟตอนโดยธรรมชาติ
 อิเลคตรอนในอะตอมจะอยู่ที่ระดับพลังงาน E2 ชั่วขณะหนึ่ง แล้วสลายกลับมาอยู่ที่ระดับพลังงาน E1 ตามเดิม โดยการปล่อยโฟตอนออกมาในทางกลับกัน ถ้าอิเล็กตรอนในอะตอมอยู่ที่ระดับพลังงาน E2 มันจะหวนกลับมาสู่ระดับพลังงานที่ต่ำกว่า E1 และปล่อยโฟตอนหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา การปล่อยโฟตอนโดยวิธีนี้เป็น การปลดปล่อยโฟตอนแบบธรรมชาติ โฟตอนที่ปล่อยออกมาจะมีทิศทางไม่แน่นอน ดังรูป


การปล่อยโฟตอนแบบธรรมชาติ (spontaneous emission)

 อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ. 1917 ไอน์สไตน์ ได้พบว่าการปล่อยโฟตอนมีได้ 2 แบบ คือ นอกจากแบบธรรมชาติที่เรารู้จักกันดีแล้ว ยังมีอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่าการปลดปล่อยโฟตอนแบบกระตุ้น โฟตอนที่ปล่อยออกมาจะมีทิศทางแน่นอน และมีความเข้มสูง เพราะจำนวนโฟตอนที่ปล่อยออกมาจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น


การปล่อยโฟตอนแบบกระตุ้น (stimulated emission)
ถ้าอะตอมเมื่อตอนเริ่มต้น (intial state) อยู่ที่ระดับพลังงาน E2 และมีโฟตอนจากภายนอกที่มีความถี่ มากระตุ้นอะตอม ในที่สุดอะตอมจะกลับสู่ระดับพลังงาน E1 และขณะเดียวกันจะปล่อยโฟตอนออกมา 1 ตัว ซึ่งรวมกับตัวเดิม 1 ตัว กลายเป็นมีโฟตอน 2 ตัว ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่าการปล่อยโฟตอนแบบกระตุ้น
หลักสำคัญในการปล่อยโฟตอนแบบกระตุ้น มี 2 ประการ คือ
ประการแรก พลังงานของโฟตอนตัวที่ 2 ที่เกิดจากการกระตุ้นจะมีพลังงานเท่ากับโฟตอนตัวแรกที่มากระตุ้น (stimulating photon) ซึ่งทำให้เกิดการปล่อยโฟตอน นั่นคือ ความถี่ (หรือความยาวคลื่น) ของโฟตอนทั้งสองเท่ากัน และใน....
ประการที่ 2 โฟตอนทั้งสองจะมีเฟสเดียวกัน คือ อาพันธ์ (coherent) กัน

บทสนทนาระหว่างโอบีวันกับอนาคิน
เรื่องอะตอมกับแสงเลเซอร์
โอบีวัน : อนาคิน เคยเรียนวิชาฟิสิกส์พื้นฐานมาบ้างแล้ว เธอทราบได้ไหมว่า แสงมีผลอย่างไรกับอะตอม
อนาคิน : จำได้ดีครับ เมื่อแสงหรือโฟตอน กระทบกับอะตอม จะทำให้อิเล็กตรอนที่โคจรอยู่รอบนิวเคลียส ยกระดับพลังงานสูงขึ้น และเปลี่ยนวงโคจรเป็นวงโคจรระดับสูง ซึ่งสภาวะนี้ เรียกว่า อะตอมถูกกระตุ้น (stimulated atom) เมื่อการกระตุ้นจากภายนอกหยุดลง อิเลคตรอนจะกลับเข้าสู่วงโคจรปกติ และปลดปล่อยพลังงานหรือแสงออกมา
โอบีวัน : ถูกเผลงเลย แต่ไอสไตน์ เคยกล่าวไว้เมื่อ 60 ปีก่อนว่า มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ให้เธอลองปรับความสว่าง โดยการเพิ่มอัตราการปล่อยอนุภาค (Rate) ของแหล่งกำเนิดแสง ซึ่งจะทำให้อนุภาคของแสงพุ่งออกมาด้วยความเร็วที่สูงมาก สังเกตให้ดี เธอจะได้เห็นอะไรแปลกๆ เกิดขึ้น
อนาคิน : โอ! จริงด้วยครับ เมื่อยิงโฟตอนกระทบเข้ากับอะตอมจะทำให้อะตอมเรืองแสงขึ้นมา และดูเหมือนว่าเมื่อถูกกระทบอีกครั้ง อะตอมจะปล่อยโฟตอนออกมาเองด้วย
โอบีวัน : อนาคิน เธอเห็นทิศทางของโฟตอนไปทางไหนล่ะ
อนาคิน : โอ! ผมสังเกตว่าเมื่ออัตราการยิงยังไม่มากพอ อนุภาคที่พุ่งออกมีทิศทางไม่แน่นอน แต่เมื่ออัตราการยิงมากขึ้นอนุภาคที่พุ่งออกจะมีทิศทางเดียวกันกลับอนุภาคที่พุ่งเข้ามาครับ
โอบีวัน : อนาคินเป็นนักสังเกตที่เยี่ยมมาก ทั้งหมดที่เธอเห็นเป็นหัวใจของการเกิดแสงเลเซอร์ เมื่อโฟตอนเข้าชนกับอะตอม จะทำให้อะตอมอยู่ในสภาวะถูกกระตุ้น ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเมื่อมันถูกพุ่งชนอีกครั้ง อะตอมจะปลดปล่อยโฟตอนใหม่ออกมา มีลักษณะเหมือนกับโฟตอนที่พุ่งเข้าชนและมีสีเดียวกัน ถ้ามีพลังงานมากพอจะพุ่งออกมาในทิศทางเดียวกัน เราเรียกกระบวนการนี้ว่า การปล่อยโฟตอนแบบกระตุ้น (Stimulated emission)
)

โฟตอน กระทบเข้ากับอะตอมที่อยู่ในสถานะกระตุ้น 
อะตอมปลดปล่อยโฟตอนใหม่ เหมือนกับโฟตอนที่พุ่งเข้ามา

อนาคิน : โอ! ผมเห็นโฟตอน 2 ตัว เคลื่อนที่ไปด้วยกัน ตัวแรกเป็นโฟตอนที่พุ่งเข้าชน อีกตัวเป็นโฟตอนของอะตอมที่ปลดปล่อยออกมา โฟตอนทั้งสองเหมือนกันทุกประการ ถ้าเป็นเช่นนั้น อะตอมก็ทำหน้าที่เหมือนเครื่องซีรอกซ์เลยซิครับ
โอบีวัน : ใช่แล้ว ดังนั้นโฟตอนที่เหมือนกัน จะถูกทำให้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา หรือพูดอีกนัยหนึ่ง คือถูกขยายขึ้นนั่นเอง คำว่าขยาย หรือ โตขึ้น ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า แอมพลิฟาย (Amplified) คำว่า เลเซอร์ (laser) ย่อมาจาก คำว่า laser amplification by stmulated emission of radidtion ไม่ทราบว่าจะแปลเป็นไทยให้สละสลวยได้อย่างไร
อนาคิน : ขอบคุณครับ ผมจะจำเอาไว้
โอบีวัน : ในทางฟิสิกส์ เราเชื่อได้ว่า แสงเป็นไปได้ทั้งอนุภาคและคลื่น การอธิบายแบบอนุภาค เราได้ทำไปแล้วตั้งแต่เบื้องต้น แต่ถ้าแสงเป็นคลื่น การอธิบายต้องเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง โดยที่คลื่นแสงเมื่อพุ่งเข้าชนกับอะตอมที่ถูกกระตุ้น อะตอมจะปลดปล่อยพลังงานออกมาเสริมเข้ากับคลื่นที่พุ่งเข้าไป ทำให้คลื่นที่ได้ออกมามีแอมพลิจูดสูงขึ้น หรือทำให้พลังงานของคลื่นเพิ่มขึ้นนั่นเอง

เลเซอร์ฟิสิกส์

องค์ประกอบที่สำคัญในการทำให้เกิดแสงเลเซอร์ มีดังนี้
1. วัสดุที่ต้องการการกระตุ้นให้ปล่อยแสงเลเซอร์ (อาจเป็นของแข็ง ของเหลว แก๊สหรือสารประกอบ) ซึ่งเรียกว่า ตัวกลางเลเซอร์ (laser medium) หรือตัวกลางทำงาน (working medium หรือ active medium)
2. การทำให้เกิดการกลับประชากร (population inversion) ในตัวกลางทำงาน โดยกระบวนการที่เรียกว่า การปั๊มเลเซอร์ (laser pumping)
3. กระบวนการที่ทำให้เกิดการแกว่งกวัดเลเซอร์ (laser oscillation) เพื่อเพิ่ม (amplify) ความเข้มของกระบวนการปล่อยโฟตอนแบบกระตุ้นจนสามารถมีแสงเลเซอร์ออกมาได้ กระบวนการนี้ใช้กระจกเลเซอร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวทำให้เกิดความสั่นพ้อง ดังรูปที่แสดงข้างล่างนี้

ถ้า N0 = จำนวนอะตอมที่ระดับพลังงาน E0 หรือสถานะพื้น (ground state)
N1 = จำนวนอะตอมที่อยู่ในสถานะกระตุ้น (excited state)
การปั๊มเลเซอร์
 

เมื่อ N1 > N0 เรียกว่าเกิดการกลับประชากร

การปั๊ม ก็คือการให้พลังงานแก่อะตอมหรือโมเลกุลของตัวกลางแอคทีฟ เพื่อทำให้อะตอมหรือโมเลกุลถูกกระตุ้นจากสถานะพื้นฐานไปยังสถานะกระตุ้น

ประชากรปกติ จำนวนอะตอมที่สถานะพื้นจะมีจำนวนมากกว่าจำนวนอะตอมที่สถานะกระตุ้น 
การเกิดการกลับประชากร จำนวนอะตอมที่สถานะกระตุ้นจะมีจำนวนมากกว่าจำนวนอะตอมสถานะพื้น
รูปภาพแสดงขั้นตอนการเกิดแสงเลเซอร์

 
อะตอมของแก๊สทั้งหมดอยู่ในสถานะปกติ
 
โฟตอนจากหลอดไฟเข้าชนอะตอมบางส่วน ให้มีสถานะพลังงานสูงขึ้น (วงกลมขาว)
 
อะตอมที่ถูกกระตุ้นจะปล่อยโฟตอน ซึ่งไปกระทบอะตอมที่ถูกกระตุ้นอะตอมอื่นๆ ดังนั้นโฟตอนที่ปล่อยออกมาจึงมากขึ้น
 
ลำแสงโฟตอนเคลื่อนกลับไปกลับมา
  ในที่สุดก็ปะทุออกมาจากกระจกเป็นแสง
เลเซอร์


การปั๊มเลเซอร์มีหลายวิธี เช่น
• ใช้แสงไฟฉาย เรียกว่า ออพติกปั๊ม
• ใช้ไฟฟ้า เรียกว่า การปล่อยทางไฟฟ้า

 
ถ้าตัวกลางเลเซอร์เป็น
• แก๊ส ก็จะเป็นแบบเลเซอร์แก๊ส
• ของแข็ง ก็จะเป็นแบบเลเซอร์ของแข็ง
• ของเหลว ก็จะเป็นแบบเลเซอร์ของเหลว
• สารกึ่งตัวนำ ก็จะเป็นแบบเลเซอร์สารกึ่งตัวนำ
และ M1 เป็นกระจกด้านหลังของเลเซอร์ซึ่งสะท้อนแสงเลเซอร์ได้ 100%
ส่วน M2 เป็นกระจกหน้าหรือด้านที่ปล่อยให้แสงเลเซอร์ออกจากเครื่อง จะสะท้อนแสงได้ประมาณ 60-99% 

ในเลเซอร์แต่ละชนิดจะใช้กระจก M1 และ M2 แตกต่างกันไป กล่าวคือกระจก M1 และ M2 จะต้องเคลือบด้วยสารไดอิเล็กตริก หรือโลหะเพื่อให้สะท้อนแสงเลเซอร์เฉพาะที่มีความยาวคลื่นที่ต้องการเท่านั้น เช่น ในกรณีของฮีเลียม-นีออนเลเซอร์ ถ้าต้องการแสงสีแดงที่ความยาวคลื่น 632.8 nm ก็จะต้องเคลือบกระจก M1 ให้สะท้อนแสงสีความยาวคลื่นนี้ได้ 100% และกระจก M2 ให้สะท้อนแสงสีแดงได้ประมาณ 98% เป็นต้นเมื่อเราให้พลังงานแก่ตัวกลางเลเซอร์ อะตอมหรือโมเลกุลของตัวกลางจะถูกปั๊มหรือถูกกระตุ้นจากสถานะพื้น ให้ไปอยู่ที่สถานะกระตุ้นแล้วจะปล่อยโฟตอนออกมาเพื่อกลับสู่สถานะพื้น ซึ่งการปล่อยโฟตอนแบบนี้เป็นการปล่อยตามธรรมชาติ โดยที่โฟตอนถูกปล่อยออกมาในทิศต่างๆ คือบางตัวอาจจะออกมาทางด้านข้างซึ่งจะผ่านออกมาโดยเปล่าประโยชน์ แต่บางตัวจะมีทิศทางขนานกับแกนของตัวกลางเลเซอร์ ซึ่งผ่านออกมาแล้วจะตกกระทบกระจกเลเซอร์ M1 และ M2 แล้วสะท้อนกลับเข้าไปในตัวกลางเลเซอร์อีก ซึ่งจะไปกระตุ้นอะตอมซึ่งอยู่ที่สถานะกระตุ้นให้ปล่อยโฟตอนโดยวิธีการปล่อยโฟตอนแบบกระตุ้นอีก จึงเห็นได้ว่าโดยวิธีนี้จำนวนโฟตอนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังแสดงในรูปข้างล่าง

จากหลักการดังกล่าวนี้ กระจกเลเซอร์จะทำ
หน้าที่สะท้อนโฟตอนให้เคลื่อนที่กลับไปกลับมา
ระหว่างกระจก M1 และ M2 เพื่อทำให้เกิดการขยาย
เพิ่มจำนวนโฟตอนโดยวิธีการปล่อยแบบกระตุ้น
จนกระทั่งถึงจุดที่เกิดการแกว่งกวัดเลเซอร์ ลำแสง
เลเซอร์ก็จะถูกปล่อยผ่านออกมาทางกระจก M2
จะเห็นว่าโฟตอนที่ถูกสะท้อนจากกระจกเลเซอร์
เข้าไปในตัวกลางเลเซอร์ เพื่อทำให้เกิดการปล่อย
โฟตอนแบบกระตุ้นนั้น อะตอมหรือโมเลกุลของ
ตัวกลางจะต้องอยู่ที่สถานะกระตุ้นอยู่แล้วในจำนวน
ที่มากกว่าจำนวนอะตอมหรือโมเลกุลที่อยู่ไม่ได้
ถูกกระตุ้น นั่นคือตัวกลางอยู่ในสภาวะที่เกิดการ
กลับประชากรนั่นเอง....

บทสนทนาระหว่างโอบีวันกับอนาคิน
เรื่องการเกิดการกลับของประชากร
การสร้างแสงเลเซอร์

อนาคิน : อาจารย์ครับ จากบทเรียนที่แล้วมาเราเริ่มกันตั้งแต่โฟตอน 1 ตัว พุ่งเข้าชนกับอะตอมที่อยู่ในสถานะถูกกระตุ้น 1 ตัว และได้โฟตอนเหมือนกันออกมา 2 ตัว เมื่อกระทำไปซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง เราจะได้โฟตอนที่เหมือนกันเพิ่มขึ้น นั่นก็คือแสงเลเซอร์ใช่ไหมครับ
โอบีวัน : ถูกเผลงเลย
อนาคิน : ผมเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วครับ เราทำให้อะตอมอยู่ในสถานะกระตุ้นได้โดยใส่โฟตอนจากภายนอกเข้าไป ตอนนี้เราเสียโฟตอนไปตัวหนึ่งแล้ว เมื่อใส่โฟตอนใหม่เข้าไป พุ่งชนเข้ากับอะตอม จะได้โฟตอนออกมา 2 ตัว เป็นโฟตอนของอะตอมที่คายออกมากับโฟตอนที่พุ่งเข้าไป สรุปได้ก็คือ ยิงโฟตอนเข้าไปสอง ได้โฟตอนออกมาสอง ไม่มีโฟตอนเพิ่มขึ้นมาเลยนี่ครับ
โอบีวัน : อนาคิน เธอถามได้เยี่ยมมาก เพราะที่เราพูดถึงการทดลองและอธิบายกันมาเป็นเพียงอะตอมเดี่ยว จึงไม่มีอะไรซับซ้อนมากนัก เธอลองคิดดูซิว่าภายในหลอดเลเซอร์หลอดหนึ่งนี่ มีจำนวนอะตอมนับเป็นล้านล้านอะตอม อะไรจะเกิดขึ้นภายในล่ะ...
อนาคิน : โอ! ผมเริ่มมองเห็นภาพแล้วครับ ถ้าเรามีอะตอมเป็นจำนวนมากที่อยู่ในสถานะถูกกระตุ้น และยิงโฟตอนเข้าไปเพียงตัวเดียว อะตอมที่ถูกยิงจะให้โฟตอนออกมาและไปกระตุ้นให้อะตอมตัวอื่นปล่อยโฟตอน ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ได้โฟตอนออกมาอย่างมากมาย ผมคิดถูกไหมครับอาจารย์
โอบีวัน : ถูกต้อง โดยปกติถ้าอะตอมยังไม่ได้ถูกกระตุ้นระดับวงโคจรของอิเลคตรอนจะอยู่ในสถานะต่ำสุด ครูจะเปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้เหมือนกับคนกลุ่มหนึ่งกำลังดูเกมฟุตบอล ที่ไม่มีเหตุการณ์ใดตื่นเต้น จึงเป็นเกมในช่วงที่น่าเบื่อ พวกเขาจะง่วงเหงาหาวนอน และดูแบบซึมๆ แต่เมื่อเกมฟุตบอลถึงจังหวะเข้าทำประตู พวกเขาจะอยู่ในสภาวะที่ถูกกระตุ้น เปลี่ยนไปดูแบบตื่นเต้นเร้าใจ...
อนาคิน : โอ! ผมเห็นภาพพจน์ที่อาจารย์เปรียบเทียบเลยครับ
โอบีวัน : ดีมาก ที่นี้เรากลับมาที่อะตอม ถ้าเราทำให้อะตอมทั้งหมดถูกกระตุ้นขึ้นพร้อมๆ กัน เท่ากับยกประชากร หรืออิเล็คตรอนจำนวนมหาศาลขึ้นสู่พลังงานชั้นสูง เพียงเรายิงโฟตอนไม่กี่ตัวเข้าไป จำนวนประชากรจะกลับเข้าสู่สภาวะพลังงานต่ำ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า การเกิดการกลับของประชากร (Popular inversion) ปลดปล่อยพลังงานเป็นแสงเลเซอร์ออกมา
อนาคิน : เราจะทำให้อะตอมทั้งหมดถูกกระตุ้นขึ้นได้พร้อมกันอย่างไรครับ
โอบีวัน : เราสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ใส่พลังงานทางไฟฟ้าเข้าไป หรือฉายแสงที่มีพลังงานสูงให้กับอะตอมการทดลองข้างล่างนี้เป็นการปั๊มพลังงานให้กับอะตอมโดยการฉายแสง
อนาคิน : โอ...ผมเห็นแล้วครับ อะตอมที่ถูกกระตุ้นจะให้โฟตอนออกมา และเมื่อให้ออกมาแล้วจะกลับเข้าสู่สถานะพลังงานต่ำ รอการพุ่งเข้าชนเข้าโฟตอน ซึ่งเราถูกกระตุ้นใหม่ เป็นวัฏจักรตลอดเวลา โฟตอนที่ได้ออกมาไปทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ กระตุ้นให้อะตอมอื่นปลดปล่อยโฟตอนออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ผมสังเกตเห็นว่า โฟตอนที่ได้ออกมาข้างบนไม่มีระเบียบเลยล่ะ
โอบีวัน : การพุ่งออกมาไม่มีทิศทางนี้ ทำให้เราได้แสงเลเซอร์ที่มีพลังงานไม่มากพอ นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ถ้าเราจะนำแสงเลเซอร์ไปใช้ประโยชน์ ลำแสงจะต้องพุ่งไปในทิศทางเดียว และเราจะทำอย่างไรละ?

การสร้างแสงเลเซอร์
อนาคิน : ถ้าเป็นเช่นนี้เราจะได้แสงเลเซอร์ที่มีพลังงานสูงได้อย่างไรครับ
โอบีวัน : เราจะใช้เทคนิคพิเศษหนึ่ง โดยการเพิ่มกระจกระหว่างอะตอม เมื่อเราปั๊มพลังงานให้กับอะตอม จะเกิดการกระตุ้นของอะตอมจำนวนมาก และได้โฟตอนออกมาจำนวนหนึ่ง โฟตอนจะสะท้อนอยู่ระหว่างกระจก มีพลังงานเพิ่มขึ้นเรื่อย รอจนมีพลังงานมากพอจึงพุ่งผ่านกระจกเป็นแสงเลเซอร์ออกมาใช้งาน เราเคยกล่าวมาแล้วว่า แสงเป็นไปได้ทั้งอนุภาค (particle) และคลื่น (wave) ดังนั้นการอธิบายจึงทำได้ทั้งสองแบบ
อนาคิน : ขอบคุณครับท่านอาจารย์ ผมเข้าใจอย่างนี้ไม่ทราบว่าจะถูกต้องหรือเปล่าครับ ถ้าพลังงานภายนอกที่ปั๊มให้มากเพียงพอ จะได้จำนวนโฟตอนมากขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนอยู่ระหว่างกระจก ถ้าเราคิดว่าแสงเป็นคลื่น ลูกคลื่นจะมีแอมพลิจูดสูงขึ้น ทุกๆ การสะท้อนครั้งหนึ่ง และถ้าเราคิดว่าแสงเป็นอนุภาค จำนวนอนุภาคจะเพิ่มขึ้นทุกๆ การสะท้อน เมื่อพลังงานมากขึ้นถึงระดับหนึ่ง แสงจะสามารถทะลุผ่านกระจกได้
โอบีวัน : เธอเข้าใจถูกแล้ว...อนาคิน กระจกทั้ง 2 ข้าง ข้างซ้ายฉาบด้วยเงิน แสงสะท้อนได้ 100 % ส่วนข้างขวาฉาบด้วยเงินบางๆ และยอมให้แสงสะท้อนได้เพียง 60-99%
อนาคิน : แสงเลเซอร์ที่ได้ ทำไมจึงมีกำลังมากครับ อย่างเช่น สามารถตัดเหล็กได้
โอบีวัน : แสงเลเซอร์จะสะท้อนไปมาอยู่ระหว่างกระจก จนมีกำลังมากพอแล้ว จึงสามารถพุ่งผ่านกระจกออกมา นำไปใช้งานได้
อนาคิน : ผมเคยใช้เลเซอร์พอยเตอร์ (Laser pointer) ขายอยู่ที่ห้างบิ๊กซี อันละสองร้อยกว่าบาท เมื่อกดปุ่มที่ตัวพอยเตอร์ จะได้แสงเลเซอร์ออกมาทันทีเลย ตัวอย่างที่อาจารย์อธิยายตอนต้น กว่าจะได้แสงเลเซอร์น่าที่จะต้องใช้เวลาซักระยะหนึ่งให้แสงสะท้อนไปมาก่อน
โอบีวัน : การทำให้อะตอมอยู่ในสถานะที่ถูกกระตุ้น และทำให้เกิดแสงเลเซอร์ขึ้น ใช้เวลาสั้นมากๆ แต่ในการทดลองที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการอธิบาย เป็นภาพช้า (slow motion) ที่แสดงการเกิดทุกขั้นทุกตอน จึงไม่ใช่เวลาจริง เพราะของจริงเร็วกว่านี้นับเป็นล้านๆ เท่า ..นะอนาคินศิษย์รัก


เลเซอร์ฟิสิกส์

ต้นกำเนิดแสงโดยทั่วไปให้แสงซึ่งมีสมบัติ มีดังนี้

1. แสงโดยทั่วไปเกิดจากอะตอมปล่อยโฟตอนตามธรรมชาติ ซึ่งแต่ละอะตอมจะปล่อยโฟตอนในทิศต่างๆ กัน ดังนั้นโฟตอนแต่ละตัวจะมีเฟสต่างกัน แสงจึงไม่เสริมกัน และเมื่อออกจากต้นกำเนิดแสง ตามปกติลำแสงโดยทั่วไปจะบานออก (diverge) ทำให้ความเข้มของแสงลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหายไปในที่สุด
2. แสงจากหลอดไฟโดยทั่วไปจะมีหลายความถี่ หรือหลายความยาวคลื่น หรือหลายสี และถึงแม้ว่าเราจะกรองให้มีแสงที่มีความถี่เดียว แต่ละโฟตอนของแสงสีเดียวก็ยังมีเฟสต่างกัน ดังนั้นต้นกำเนิดแสงโดยทั่วไปจึงไม่เป็นอาพันธ์หรือมีความเป็นอาพันธ์น้อยมาก

ความแตกต่างของแสงธรรมดาและแสงเลเซอร์

แสงธรรมดา แสงเลเซอร์
 
แหล่งกำเนิดแสงทั่วไป ให้คลื่นหลายความถี่และทิศทางไม่แน่นอน
ลำแสงทั่วไปจะบานออก (diverge) ทำให้ความเข้มของแสงลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหายไปในที่สุด  
แหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ให้แสงมีความถี่และเฟสเดียวกัน
และทิศทางไปทางเดียวกัน
 
แสงทั่วไปมีหลายความถี่ความเข้มแสงมีค่าไม่สม่ำเสมอ 
แสงเลเซอร์มีความถี่เดียวและความเข้มแสงมีค่าสม่ำเสมอ

การทดลองเสมือนจริงเรื่องแสงเลเซอร์

แสงเลเซอร์มีสมบัติ ดังนี้
1. มีทิศทางเดียวที่แน่นอน (directionality)
2. เป็นแสงที่มีความถี่เดียว (monochromaticity)
3. มีความเป็นอาพันธ์สูงมาก (coherency)
เนื่องจากว่าแสงเลเซอร์มีความถี่เดียว และทุกโฟตอนมีเฟสเดียวกัน ดังนั้นลำแสงเลเซอร์ถูกปล่อยออกมาเป็นลำแสงขนานกับแกนของตัวกลางเลเซอร์ ลำแสงเลเซอร์จึงสามารถเดินทางได้เป็นระยะไกล โดยที่ลำแสงจะบานออกน้อยมาก
4. มีความจ้า (brightness) สูงมาก ซึ่งความจ้าหมายถึงกำลังของแสงเลเซอร์ที่ถูกปล่อยออกมาต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ต่อหนึ่งมุมตัน (solid angle) มีหน่วยเป็นวัตต์ต่อตารางเซนติเมตรสเตอเรเดียน (w/cm - steradian)

บทสนทนาระหว่างโอบีวันกับอนาคิน
เรื่อง เลเซอร์ลำแสงที่มีระเบียบ

โอบีวัน : แสงเลเซอร์ ใช้ตัดแก้วและโลหะได้ ในวงการแพทย์ ใช้แสงเลเซอร์สำหรับปรับแต่งกระจกตา สำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือยาว ในวงการวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์ได้ใช้แสงเลเซอร์หลอมรวมนิวเคลียส ให้เป็นนิวเคลียสขนาดใหญ่และได้พลังงานมหาศาลออกมา ปฏิกิริยานี้ มีชื่อเรียกว่า นิวเคลียรฟิวชั่น หลายคนคงเคยเข้าไปใน ซุปเปอร์มาร์เก๊ต และเห็นพนักงานขาย ใช้เครื่องอ่านบาร์โค๊ด อ่านราคาสินค้า ภายในของเครื่องอ่านเหล่านี้ ใช้เครื่องกำเนิดแสงเลเซอร์เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญสุด
อนาคิน : อาจารย์ครับ ผมสงสัยว่า แสงเลเซอร์คืออะไร และมันแตกต่างจากแสงทั่วๆ ไปอย่างไร
โอบีวัน : ก่อนที่ครูจะอธิบายว่าแสงเลเซอร์คืออะไร... เรามาดูกันก่อนว่า แสงที่เกิดจากแหล่งกำเนิดแสงแบบต่างๆ เป็นเช่นไร เธอทดลองเลือกแหล่งกำเนิดแสงและดูลักษณะของคลื่นแสง สำหรับแสงเลเซอร์ ให้เธอเปลี่ยนสีและสังเกตว่าความยาวคลื่นเปลี่ยนไปอย่างไร....
อนาคิน : อาจารย์ครับ ผมสังเกตเห็นว่า ถ้าแหล่งกำเนิดเป็นแสงเลเซอร์ ลำคลื่นจะมีระเบียบสูงมาก ขนาดของลูกคลื่นเท่ากันหมด ส่วนแสงอื่นๆ มีสีหลายสีคละเคล้ากันไป และขนาดของลูกคลื่นไม่ค่อยจะเท่ากัน เมื่อผมเปลี่ยนเป็นแสงเลเซอร์ และปรับสี ขนาดของลูกคลื่นจะเปลี่ยนไปทุกลูกคลื่น แต่ก็ยังมีขนาดเท่ากัน ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ครับ
โอบีวัน : อนาคินสังเกตได้เก่งมากๆ และถ้าเธอเปลี่ยนเป็นแสงอาพันธ์ (Monochomatic) จะเห็นว่าแสงมีสีเดียวตลอด
อนาคิน : ผมเห็นอย่างที่ท่านอาจารย์บอกจริงๆ คะ และเมื่อเปลี่ยนกลับไปที่แสงเลเซอร์ ก็มีสีเดียวเช่นเดียวกันกับแหล่งกำเนิดแสงอาพันธ์
โอบีวัน : ถูกต้อง.... แสงเลเซอร์ เป็นแสงที่มีระเบียบสูงและเป็นแสงอาพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ทราบกันดีอยู่แล้วว่า แสงเป็นได้ทั้งอนุภาคกับคลื่น หรือเป็นได้ทั้งสองอย่างพร้อมๆ กัน ถ้าเราสมมติว่าแสงเป็นอนุภาคเล็กๆ ลำแสงเลเซอร์ ก็คือลำของอนุภาคขนาดจิ๋ว ที่พุ่งไปข้างหน้าอย่างมีระเบียบ หรือถ้าเราสมมติให้แสงเป็นคลื่น ลำแสงเลเซอร์ก็คือ ลูกคลื่นที่มีความคลื่นเท่ากันทุกลูกคลื่น
อนาคิน : ผมเข้าใจแล้วครับ แต่ว่าเราจะสร้างแสงเลเซอร์ได้อย่างไรครับท่านอาจารย์


เลเซอร์ฟิสิกส์

ปัจจุบันเราสามารถสร้างเลเซอร์โดยใช้ธาตุต่างๆ ได้มากมาย
นอกจากธาตุบริสุทธิ์แล้ว เราสามารถสร้างเลเซอร์ได้จากการผสมธาตุหรือสารประกอบของธาตุเหล่านี้ได้อีกมาก แต่ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะเลเซอร์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเท่านั้น
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า เราแบ่งประเภทของเลเซอร์ตามชนิดของตัวกลางเลเซอร์ที่ใช้ออกเป็น 4 แบบ ด้วยกันคือ
1. เลเซอร์แก๊ส (gas laser)
2. เลเซอร์ของแข็ง (solid state laser)
3. เลเซอร์ของเหลว (liquid laser)
4. เลเซอร์สารกึ่งตัวนำ (semiconductor laser)
เลเซอร์แก๊ส ที่รู้จักกันดี เช่น ฮีเลียม - นีออนเลเซอร์ , คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์, ไนโตรเจนเลเซอร์ และซีนอนเลเซอร์ เลเซอร์แก๊สจะใช้วิธีกระตุ้นทางไฟฟ้า
เลเซอร์แบบก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2 laser)
คาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซที่โมเลกุลประกอบด้วยอะตอมในลักษณะ O-C-O จึงทำให้เกิดระดับชั้นพลังงานของการสั่นของอะตอมและเขียนไดอาแกรมของชั้นพลังงานได้ง่ายๆ ดังรูป


เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้รับพลังงานจากภายนอก เช่น โดยพลังงานไฟฟ้าหรือแสง หรือพลังงานจลน์ของอนุภาคอิเล็กตรอนกำลังสูง (electron beam) โมเลกุลของก๊าซจะมีระดับชั้นพลังงานของการสั่นที่สูงขึ้น ( ระดับ E4 ) เมื่อมีการลดระดับพลังงานลงโดยการกระตุ้น จะทำให้เกิดแสงเลเซอร์ที่มีช่วงความยาวคลื่นอินฟราเรด คือ 10.6 กับ 9.6 ก่อนจะกลับลงสู่ระดับพื้น
     ในเลเซอร์ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะมีก๊าซไนโตรเจนกับก๊าซฮีเลียมผสมอยู่ด้วย โดยไนโตรเจนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการกระตุ้นพลังงานให้มีระดับชั้นพลังงานของการสั่นสูงขึ้น ส่วนก๊าซฮีเลียมช่วยในการระบายความร้อน
เลเซอร์ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีประสิทธิภาพทางทฤษฏีสูงสุดถึง 24% สามารถออกแบบสร้างได้ง่าย ให้กำลังสูงจะให้แสงแบบต่อเนื่องหรือแบบพลัส์ก็ได้
ตัวอย่างของวงจรไฟฟ้าเลเซอร์แบบ TEA (ย่อมาจาก Transverse excitation at atmospheric pressure) ซึ่งใช้สนามไฟฟ้ากระตุ้นให้เกิดพลาสมาในก๊าซผสมในทิศทางขวางกับทิศทางของลำแสง ที่ความดันบรรยากาศหรือมากกว่า กำลังไฟฟ้าได้มาจากระบบคาพาซิเตอร์เก็บพลังงาน (energy storage capacitor bank) ดังรูป


เลเซอร์แข็ง ใช้แท่งวัตถุ เช่น ผลึกทับทิม (ruby) แท่งแก้วนีโอดีเมียม (neodymium - glass) และนีโอดีเมียม - แย๊ก (neodymium - YAG) เลเซอร์แบบนี้จะใช้วิธีกระตุ้นโดยใช้แสงจากหลอดอาร์กอนหรือหลอดซีนอน ซึ่งมีความยาวคลื่นที่เปลี่ยนแปลงได้ในช่วงอัลตราไวโอเลตถึงช่วงที่ตามองเห็น เช่น.....
เลเซอร์แบบผลึกทับทิม (Ruby laser)
ตัวกลางเป็นผลึกทับทิม (Al2O3) ที่มีไอออน Cr3++ เจือปนอยู่ ไอออน Cr3++ ทำให้ทับทิมมีสีชมพูแดง จะสร้างผลึกเป็นแท่งรูปทรงกระบอก การกระตุ้นพลังงานใช้โฟตอนจากปากหลอดไฟแฟลชรูปเกลียว บรรจุด้วยก๊าซซีนอนที่ความดันต่ำ

เมื่อปล่อยพลังงานไฟฟ้าผ่านหลอดไฟแฟลชภายในเวลาอันสั้น จะเกิดดิสชาร์จไฟฟ้าทำให้หลอดแฟลชปล่อยแสงแวบสีขาว (white light) กระตุ้นผลึกทับทิมให้มีพลังงานสูงขึ้นที่แถบชั้นพลังงาน E2 , E3 แล้วเกิดการลดระดับพลังงานลงมามาอยู่ที่ E2 เมื่ออะตอมได้รับพลังงานกระตุ้นอีก การเปลี่ยนแปลงระดับพลังงานจาก E2 → E1 จะได้แสงเลเซอร์ความยาวคลื่น 6943 ํ A
เพื่อให้โฟตอนที่ได้ออกมาอยู่ในทิศทางเดียวกัน จะใช้กระจกคู่วางอยู่คนละด้านของผลึกทับทิมให้ขนานกัน กระจกหลังฉาบด้วยเงินจะสะท้อนแสงกลับหมด ส่วนกระจกหน้าจะฉาบเงินบางๆ เพื่อให้แสงผ่านได้บางส่วน เลเซอร์จะเกิดขึ้นเมื่อโฟตอนตัวแรกที่เกิดจากการเปลี่ยนพลังงาน E2 → E1 จะถูกสะท้อนกลับโดยกระจกผ่านเข้าไปในผลึกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกระตุ้นให้เกิดโฟตอนตัวต่อไป และตัวต่อไปก็จะเกิดการกระตุ้นต่อเนื่องอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ได้แสงเลเซอร์มีความเข้มสูงผ่านออกมาทางกระจกหน้า
เลเซอร์แบบผลึกทับทิมจะให้แสงเป็นพัลส์ที่มีช่วงเวลาสั้นมาก (<) แต่อาจออกแบบให้ได้ความถี่ของพัลส์สูง การใช้พลังงานกระตุ้นแบบต่อเนื่องจะทำให้ผลึกร้อนจัดและแตกสลายได้

เลเซอร์ของเหลว เช่น ดายเลเซอร์ (dye laser) ใช้สารละลายอินทรีย์ เช่น rhodamine 6 G , chelate , oxazine และ ranthene เป็นต้น
เลเซอร์สารกึ่งตัวนำ ก็คือไดโอดซึ่งทำด้วยรอยต่อ พี-เอ็น ที่มีขนาดเล็กมาก เลเซอร์แบบนี้จะให้รังสีในช่วงความยาวคลื่นใกล้อินฟราเรค คือ ประมาณ 800 - 900 nm ตัวอย่างของเลเซอร์แบบนี้ ได้แก่ แกลเลียมอาร์เซไนด์
นอกจากเลเซอร์ 4 แบบ ดังกล่าวนี้แล้ว ยังมีเลเซอร์อีกหลายชนิดที่ได้รับการพัฒนาและค้นพบในภายหลัง เช่น
เอกไซเมอร์เลเซอร์ (excimer laser) ซึ่งตัวกลางเลเซอร์ประกอบด้วยอะตอมของแก๊สหายาก (rare gas) เช่น Xe, Ar , Kr และอะตอมของ halogen หรือ halide เช่น Cl, F, Br ตัวอย่างของเลเซอร์แบบนี้ ได้แก่ XeF, XeCl, ArF, KrF ซึ่งให้แสงในช่วงอัลตราไวโอเลต เนื่องจากว่าตัวกลางเลเซอร์อยู่ในสภาวะของแก๊สหรือไอ ดังนั้นจึงอาจจะจัดอยู่ในประเภทเลเซอร์แก๊สได้
นอกจากนั้นยังมีเลเซอร์อื่น ๆ อีกที่ไม่สามารถจัดอยู่ในแบบใดแบบหนึ่งดังกล่าวได้ เช่น เลเซอร์รังสีเอกซ์ และเลเซอร์อิเล็กตรอนอิสระ เป็นต้น สำหรับเลเซอร์ที่ใช้ใในเชิงพาณิชย์และงานประยุกต์ได้แสดงในตารางข้างล่าง

การแบ่งชั้นของเลเซอร์
เลเซอร์อาจจะแบ่งได้เป็นหลายชั้น (class) ตามกำลังของแสงเลเซอร์ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ดังนี้
ชั้น 1 (Class 1) เลเซอร์หรือระบบเลเซอร์ที่มีกำลังต่ำและไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ผู้ใช้ จึงเป็นเลเซอร์ที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมใดๆ ในการใช้งาน เช่น เลเซอร์ในเครื่องอ่านซีดี เลเซอร์ในเครื่องพิมพ์เลเซอร์
ชั้น 2a (Class 2a) เลเซอร์หรือระบบเลเซอร์ที่มีกำลังต่ำและให้แสงในช่วงคลื่นที่ตามองเห็น ซึ่งภายใต้ภาวะการใช้งานตามปกติจะไม่ทำให้เกิดอันตรายใดๆ หากมองดูตรงๆ เป็นเวลาไม่เกิน 1000 วินาที
ชั้น 2a (Class 2) เลเซอร์หรือระบบเลเซอร์ที่มีกำลังไม่เกิน 1 มิลลิวัตต์ และให้แสงในช่วงคลื่นที่ตามองเห็น เลเซอร์นี้มีกำลังมากกว่าเลเซอร์ในชั้น 2a ในการใช้งานปกติจะไม่ทำให้เกิดอันตรายใดๆ แต่อาจจะเกิดอันตรายได้ถ้ามองดูโดยตรงเป็นเวลานานๆ เลเซอร์ที่อยู่ในชั้นนี้ได้แก่ เลเซอร์ - ไดโอด
ชั้น 3a (Class 3a) เลเซอร์หรือระบบเลเซอร์ที่มีกำลังระหว่าง 1 - 5 มิลลิวัตต์ อาจจะให้แสงในช่วงอินฟราเรด ช่วงที่ตามองเห็นหรืออัลตราไวโอเลต ซึ่งโดยปกติจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายเมื่อมองดูด้วยตาเปล่าเพียงชั่วขณะหนึ่ง แต่อาจจะทำให้เกิดอันตรายเมื่อมองผ่านเลนส์รวมแสง (แว่นตา หรือกล้องขยาย) เลเซอร์ที่อยู่ในชั้นนี้ ได้แก่ ฮีเลียม - นีออนเลเซอร์
ชั้น 3b (Class 3b) เลเซอร์หรือระบบเลเซอร์ที่มีกำลังระหว่าง 5 - 500 มิลลิวัตต์ อาจจะให้แสงในช่วงอินฟราเรด ช่วงที่ตามองเห็น หรืออัลตราไวโอเลตที่จะทำให้เกิดอันตรายได้ ถ้ามองดูโดยตรงหรือมองดูลำแสงสะท้อนจากกระจก แต่จะไม่เกิดอันตรายถ้ามองดูแสงสะท้อนที่กระจายออกเป็นมุมกว้าง
ชั้น 4 (Class 4) เลเซอร์หรือระบบเลเซอร์ที่มีกำลังมากกว่า 500 มิลลิวัตต์ขึ้นไป สามารถทำให้เกิดอันตรายได้จากการมองดูลำแสงโดยตรง หรือลำแสงสะท้อนจากกระจก รวมทั้งการมองดูแสงสะท้อนที่กระจายออกเป็นมุมกว้าง นอกจากนี้เลเซอร์ในชั้นนี้ยังอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนัง หรืออาจจะทำให้เกิดไฟไหม้ได้ เลเซอร์นี้อยู่ในชั้นนี้ ได้แก่ คาร์บอนได - ออกไซด์ เลเซอร์

การประยุกต์เลเซอร์

1. การผลิตทางอุตสาหกรรม
ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมที่มีการนำเลเซอร์ไปประยุกต์ ได้แก่ อุตสาหกรรมโลหะ พลาสติก เซรามิก ซึ่งใช้เลเซอร์ในการเชื่อม ตัด เจาะ สกัดและการใช้ความร้อนหรือการอบผิวโลหะเพื่อทำให้แห้ง เลเซอร์ที่ใช้งานด้านนี้ต้องเป็นเลเซอร์ที่ให้ความร้อน ซึ่งได้แก่ CO2 , Nd : YAG และ Nd : Glass lasers นอกจากนั้นในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์จะใช้เลเซอร์ในการเชื่อมอุปกรณ์ขนาดเล็ก เช่น การเชื่อมขาตัวเก็บประจุ การเชื่อมตะกั่วบนแผงวงจร และการตัดตัวต้านทาน (resistor trimming) เป็นต้น ตลอดจนใช้เลเซอร์ในการตัดไม้แม่แบบซึ่งข้อดีของการใช้เลเซอร์ก็คือ รอยตัดด้วยเลเซอร์สามารถตัดให้มีขนาดเล็กได้ตามที่ต้องการ และความร้อนที่ใช้ตัดไม่มีผลต่อพื้นที่ใกล้เคียงเพราะตัดด้วยอัตราที่เร็วมาก ดังนั้นผิวที่ตัดจึงเรียบไม่ขรุขระเหมือนการตัดด้วยแก๊สหรือเลื่อยโดยทั่วไป ยิ่งกว่านั้นวัสดุส่วนที่ถูกตัดด้วยความร้อนจะระเหิดหายไปทันทีโดยไม่มีเศษวัสดุที่ถูกตัดหลงเหลืออยู่
2. การแพทย์
เลเซอร์ที่ใช้ทางการแพทย์ ได้แก่ CO2 laser กำลังต่ำ เนื่องจากเลเซอร์นี้ให้ความร้อน ดังนั้นจึงใช้ในการผ่าตัดเนื้อเยื่อทุกชนิดโดยการทำให้เนื้อเยื่อเกิดการสลายหลุดไปโดยอิทธิพลของความร้อน ตัวอย่างของการใช้งาน เช่น
 
การใช้เลเซอร์ในวงการแพทย์
การเลือกใช้เลเซอร์แบบต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่า อวัยวะที่ต้องการผ่าตัดมี
ความสามารถในการดูดกลืนแสงสีอะไร และขนาดกำลังของเลเซอร์
 เช่น เส้นเลือดแดงจะดูดกลืนสีแดงได้น้อย จึงใช้เลเซอร์แสงสีเขียว
ที่ได้จากเลเซอร์ก๊าซอาร์กอน แทนที่จะใช้เลเซอร์ผลึกทับทิม
ในการใช้งานจริงๆ อาจใช้ลำแขนที่มีกระจกเลนส์อยู่ภายใน
 และหักงอได้เป็นตัวนำแสงเลเซอร์ไปยังบริเวณอวัยวะที่จะผ่าตัด
 หรือให้ลำแสงเลเซอร์ผ่านกล้องจุลทรรศน์ผ่าตัดในการรักษาโรคมะเร็ง
 เลเซอร์ที่ใช้จะต้องมีความหนาแน่นพลังงาน 300-500 cm-3
แสงเลเซอร์จะทำลายเซลล์เนื้องอกโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อปกติโดยรอบ
 บาดแผลภายหลังการผ่าตัดจะฟื้นตัวเร็วในงานจุลศัลยกรรมของเส้นเลือด
 เลเซอร์สามารถห้ามเลือดให้หยุดไหลโดยการเชื่อมเส้นเลือดเล็กๆ
 ภายในบริเวณจำกัดให้ติดกัน เช่น ห้ามเลือดใน hemorrhagic gastritis,
แผลในกระเพาะอาหาร วิธีการอาจใช้ท่อนำแสง
เข้าช่วยด้วยเพื่อนำแสงเลเซอร์ไปตามช่องอวัยวะที่เข้าถึงยาก
ใช้เลเซอร์ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในงานศัลยกรรมบริเวณคอหอย เช่น
วิการของกล่องเสียง (vocal cord lesion) และ cervical polyps
เลเซอร์เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเชื่อมเส้นเลือดอุดตันในเรตินา เพราะมันทำ
ให้อุณหภูมิที่บริเวณเส้นเลือดสูงขึ้นเพียง 15-20 ํ C โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อโดย
รอบ เทคนิคพิเศษนี้เรียกว่า photocoagulation อุปกรณ์ที่ใช้แสง ดังรูป โดยใช้
แสงเลเซอร์แบบก๊าซอาร์กอน (5145 ํ A) ขนาดกำลัง 0.5-1.5 W และใช้กล้อง
จุลทรรศน์พิเศษช่วยในการผ่าตัดด้วย

* การผ่าตัดเนื้องอกและมะเร็ง
* ศัลยกรรมตกแต่ง เช่น ผิวหนัง หรือหน้าอกหย่อนยาน
* เสริมสวย เช่น กำจัดไฝ และปาน
ขอให้สังเกตว่า การผ่าตัดด้วยเลเซอร์นี้เกือบจะไม่มีการสูญเสียเลือดเลย และเจ็บปวดน้อยกว่าการผ่าตัดที่ใช้มีดผ่าตัด นอกจาก CO2 laser แล้ว เลเซอร์ที่ใช้ทางการแพทย์ได้แก่ Ar laser , Kr laser , Nd : YAG laser , Dye laser และ Excimer laser ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการผ่าตัดตา


3. งานวิจัยและพัฒนา
กล่าวได้ว่ามีการใช้เลเซอร์ในงานวิจัย และพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะทางด้านสเปกโตรสโคปี ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานทางด้านเคมี เป็นการศึกษาธรรมชาติและโครงสร้างของอะตอมหรือโมเลกุล กระบวนการปฏิกิริยาทางเคมีและการแยกไอโซโทป
4. การทหาร
แบ่งเป็น 2 ด้านใหญ่ ๆ คือ
1) แบบไม่ทำลาย คือ ใช้เลเซอร์ในการยิงจรวดนำวิถี และทิ้งระเบิด ในการตรวจหาเป้าหมายหรือวัดระยะทางของเป้า ซึ่งมีทั้งแบบมือถือและแบบติดรถถัง สำหรับเลเซอร์ที่ใช้งานทางด้านทั้งสองนี้ได้แก่ Nd : YAG laser
2) ในการทำลาย หรือที่เรียกว่าอาวุธเลเซอร์ โดยเลเซอร์ที่ใช้จะต้องมีกำลังสูงกว่า 20 กิโลวัตต์ขึ้นไป เลเซอร์ที่ใช้เป็นอาวุธทำลายเป้าหมาย เช่น รถถังและเครื่องบิน ได้แก่ CO2 gasdynamic laser , Chemical laser และ Free electron laser เป็นต้น
5. การสื่อสาร
การสื่อสารในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้คลื่นไมโครเวฟ หรือใช้โทรศัพท์ อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการพัฒนาเลเซอร์ไดโอด (semiconductor diode laser) และเส้นใยแก้วนำแสง (optical fiber) แล้วการสื่อสารด้วยแสง (optical communication) หรือการส่งข้อมูลข่าวสารจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งหรือระหว่างเมืองต่างๆ ก็เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ในอนาคตการสื่อสารด้วยเลเซอร์จะเข้ามาแทนที่ระบบโทรศัพท์ที่ใช้ลวดตัวนำที่ใช้กันอยู่ทั่วไป เนื่องจากว่าในการส่งข้อมูลด้วยแสงนั้นเราสามารถส่งข้อมูลได้จำนวนมาก หรือได้หลายคู่สายไปตามเส้นใยแก้วนำแสงเพียงเส้นเดียว ซึ่งเมื่อเทียบกับสายโทรศัพท์ในปัจจุบันที่สามารถส่งได้เพียง 1 คู่สายเท่านั้น สำหรับสายโทรศัพท์แต่ละเส้น นอกจากนี้ในด้านโทรคมนาคม ขณะนี้ได้มีการวางสายเคเบิลเส้นใยนำแสงข้ามจากทวีปอเมริกาไปทวีปยุโรป ซึ่งจะทำให้สะดวกและถูกกว่าการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมอย่างในปัจจุบัน
6. การวัดและควบคุม
การใช้เลเซอร์ในการวัด นับ ทดสอบ ตรวจสอบและควบคุม ทั้งในกระบวนการผลิตและในงานวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจสอบยางล้อเครื่องบินแบบไม่ทำลายโดยวิธีโฮโลกราฟฟี่ (holography) การวัดปริมาณมลภาวะเพื่อหาปริมาณของสารต่าง ๆ ในบรรยากาศ
7. ด้านบันเทิง
ปัจจุบันได้มีการนำเลเซอร์ไปใช้ในบาร์ ไนท์คลับและดิสโก้เธคอย่างกว้างขวาง ซึ่งเลเซอร์ที่ใช้ได้แก่ He-Ne laser, Ar laser และ Kr laser ซึ่งให้แสงสีต่าง ๆ กัน โดยการใช้เลเซอร์ในการสร้างภาพ การเขียนตัวหนังสือเป็นภาพ 3 มิติ รวมทั้งการควบคุมให้ภาพสีที่สร้างหรือตัวหนังสือเคลื่อนไหวได้ตามจังหวะดนตรีประกอบที่ต้องการ
8. การเก็บข้อมูลโดยใช้แสง
กรรมวิธีการบันทึกสัญญาณดิจิตอลหรือการเขียนข้อมูล โดยใช้แสงเลเซอร์ลงบนแผ่นดิสก์ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของ optical video disk (หรือ laser disc) compact disc และ magneto-optic media โดยที่แผ่นดิสก์สามารถบันทึกได้ทั้งสัญญาณเสียง ภาพ และหนังสือ สำหรับแผ่นดิสก์ 1 แผ่น ขนาด 12" - 14" สามารถบันทึกข้อมูลได้ระหว่าง 1000 - 4000 MB หรือมากกว่านี้
9. การพิมพ์และกราฟฟิก
งานด้านอุตสาหกรรมที่ใช้เลเซอร์และมีการขยายตัวเร็วมาก ได้แก่ งานทางด้านการพิมพ์ เครื่องพิมพ์ด้วยเลเซอร์ ซึ่งสามารถพิมพ์ได้อย่างรวดเร็วและพิมพ์ได้มากกว่า 1 หน้า ต่อ 1 วินาที นอกจากนี้ยังมีงานการแยกสีด้วยเลเซอร์ตลอดทั้งการทำเพลทโดยใช้เลเซอร์
10. การตรวจแถบรหัส (Barcode scanner)
สินค้าต่างๆ ที่วางขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต มักจะมีรหัสบอกราคาสินค้าเป็นแถบดำขาว (barcode) สลับกันตามราคาสินค้า เมื่อผู้ซื้อนำสินค้ามาที่โต๊ะจ่ายเงิน พนักงงานที่คิดเงินจะใช้เลเซอร์อ่านแถบรหัส ซึ่งจะบอกราคาสินค้าอย่างรวดเร็ว แทนที่จะใช้เครื่องคำนวณซึ่งช้ากว่าและโดยวิธีเก่านั้นเมื่อพนักงานทำงานต่อเนื่องทั้งวัน จะมีโอกาสที่กดเครื่องคำนวณเพื่อคิดราคาผิดพลาดได้

โปรแกรม Roboform
วันที่ 04/03/2012  22:48:45 PM ,ผู้เข้าชม : 2309

โปรแกรม Roboform

โปรแกรม Roboform เป็นโปรแกรมจดจำรหัสให้กับเรา เข้ามาช่วยงานเรา เป็นเครื่องมือที่ทุ่นแรงได้มากเลยทีเดียว
ถ้าใครได้ลองใช้โปรแกรมตัวนี้แล้ว รับรองว่าจะต้องติดใจอย่างแน่นอน เนื่องจากประหยัดเวลา และทุ่นแรงเราได้มากทีเดียว

"ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาในการพิมพ์รหัสต่างๆ รวมถึงสามารถ Bookmarks เว็บไซด์ต่างๆ ไว้ได้มากมาย

ดังนั้นเวลาเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์, ย้ายคอมพิวเตอร์แต่ละครั้ง จึงไม่ยุ่งยากในการย้ายข้อมูล และการลบข้อมูล"

"ชีวิตของท่านในโลกของ Internet Marketing จะง่ายขึ้นอีกเยอะครับ"

Roboform คือ โปรแกรม Password Manager ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก

เพราะมันสามารถทำให้เราสามารถโปรโมทเว็บนับร้อย ๆ เว็บได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง

ซึ่งท่านสามารถนำเทคนิค ไปประยุกต์กับการใช้งานในธุรกิจของท่านนะครับ
 
ซื้อโปรแกรมผ่านแบนเนอร์นี้
สอนการใช้งานฟรี ตลอดอายุการใช้งานนะครับ

โทรสอบถามทุกอย่างเกี่ยวกับโปรแกรม Roboform 

Call : 0863690493

Thanks you Roboform!
I love Roboform.


 

RoboForm: Learn more...

RoboForm: Learn more...

โดมเดอะสตาร์8
วันที่ 04/03/2012  21:39:17 PM ,ผู้เข้าชม : 2182

โดมเดอะสตาร์8

โดมเดอะสตาร์8

โดมเดอะสตาร์8

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก  เฟซบุ๊ก โดม The Star 8

           หากนึกถึงนักร้องร่างท่วม เจ้าของเสียงร้องอันแสนอบอุ่น หลายคนคงคิดถึง ป๊อป Calories blah blah เป็นแน่แท้ แต่ในวันนี้ เสียงร้องอันแสนทุ้ม นุ่ม ลึก ของ โดม จารุวัฒน์ ตัวแทนเดอะสตาร์ภาคใต้ ปี 8 จะมาทำให้ทุกคนตกหลุมรักผู้ชายร่างท้วมอีกคนแล้วล่ะค่ะ

           แม้รูปร่างหน้าตา ของโดม the star 8 จะไม่ใช่นักร้องพิมพ์นิยม ที่วัยรุ่นสมัยนี้ฮิต ๆ กัน ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับแต่โดยดี แต่เชื่อว่าหากได้ฟังเสียงร้องแล้ว บอกได้เลยว่า เสียงหล่อ และทรงพลังสุด ๆ ทำเอาคนฟังขนลุกไปเลย บวกกับบุคลิกที่ดูขี้เล่น ซึ่งก็ทำให้ โดม เป็นผู้ชายที่ดูมีเสน่ห์ ได้ใจแฟน ๆ อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว และเชื่อว่าตอนนี้ หลายคนคงอยากรู้จักหนุ่มตุ้ยนุ้ยคนนี้กันแล้ว ลองไปทำความรู้จักกันเลยค่ะ

           สำหรับ โดม จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม หรือ โดม the star 8 เป็นชาวภูเก็ต อายุ 21 ปี ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ ปี 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่สำคัญ โดม ยังมีดีกรีเป็นถึงประธานชุมนุม TU FOLKSONG รุ่นที่ 8 แถมยังขึ้นเวทีคอนเสิร์ตร่วมกับนักร้องชื่อดังหลายคนแล้วซะด้วย....ไม่ธรรมดาเลยจริงจริ๊ง

           แต่เส้นทางชีวิตของ โดม the star 8 ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป หลังจากที่ครอบครัวต้องเจอกับมรสุมครั้งใหญ่ พ่อของโดมเส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพฤกษ์ แต่ด้วยความกตัญญูและความรักในเสียงเพลง ทำให้เขาหารายได้โดยการรับจ้างร้องเพลงบ้างเป็นครั้งคราว และในที่สุดโดมก็ได้ก้าวเข้ามาสู่เวทีประกวด เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปีที่ 8 ท่ามกลางเสียงสนับสนุนและกำลังใจจากครอบครัวและเพื่อน ๆ

           โดยในรอบคัดตัว โดม ได้เลือกเพลง "เพื่อเธอตลอดไป" ของ Clash ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะทรงพลัง ทำให้เขาก็สามารถฝ่าด่านหินของกรรมการทั้ง 3 คนมาได้อย่างสบาย และในรอบคัดเลือกตัวแทนจากภาคใต้รอบที่ 2 ครั้งนี้ โดม ได้เลือกเพลง ปาฏิหาริย์ที่รอคอย ของ Calories Blah Blah ซึ่งเขาก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ผ่านบทเพลง ได้ซึ้งกินใจสุด ๆ จึงทำให้ โดม ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 6 ตัวแทนจากภาคใต้ เพื่อคัดเลือกรอบสุดท้ายที่กรุงเทพฯ

           สำหรับเส้นทางความฝันของ โดม ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะเขาจะต้องฝ่าด่านคัดเลือก 8 คนสุดท้าย ซึ่งงานนี้ก็เรียกว่าโหดไม่เบา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อน ๆ ก็อย่าลืมติดตาม และร่วมให้กำลังใจ โดม จารุวัฒน์ ในเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 8 กันด้วยนะค๊า...

ดูบอลยูโรกับ onesky
วันที่ 29/02/2012  17:40:39 PM ,ผู้เข้าชม : 2770

ดูบอลยูโรกับ onesky

ชมบอลยูโร 2012 กับดาวเทียมวันสกาย
Watch Euro 2012 With One Sky Sattelite.

 

1sky บอลยูโร

Euro2012 onesky

 

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปีนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ เดือน มิถุนายน 2555

ซึ่งก็ต้องขอแสดงความยินดีกับบริษัท แกรมมี่ GMM ที่ทุ่มเงินซื้อลิขสิทธิ์มาได้

 

 ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ทุ่มทุนกว่า 3,000 ล้านรุกตลาดทีวีดาวเทียม   ปฏิวัติธุรกิจเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม ฟุ้งยอดขาย 2.5 พันล้านบาทในปีแรก ด้วย "Content" ช่องรายการทั้งไทยและต่างประเทศ ลิขสิทธิ์แท้ส่งตรงจาก GRAMMY  


    

1SKY กล่องรับสัญญาณหนึ่งเดียวที่สามารถดูบอลยูโร 2012ได้ จานดำรุ่นอื่นไม่สามารถดูบอลยูโรได้


       แฟนกีฬาและ แฟนบอลเมืองไทย  คงพลาดข่าวนี้ไม่ได้แล้ว  เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ GMM GRAMMY จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่  เปิดตัวกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม 1SKY พร้อมนำทีมพันธมิตรชั้นนำในวงการโทรทัศน์ไทย-เทศ รวมไปถึงผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวี และทีวีดาวเทียม อย่าง

เนชั่นกรุ๊ป, เจเอสแอล JSL, กันตนา, อาร์เอส, Workpoint เวิร์คพ้อยท์, ลักษ์666, ทีวีพูล, เมเจอร์ซินิเพล็กกรุ๊ป, สหมงคลฟิล์ม, จีทีเอช GTH  รวมทั้งผู้ผลิตรายการจากต่างประเทศ เอ็นเตอร์เทรนเม้น กีฬา ไม่ว่าจะเป็น Warnet TV, ASN, Euro Sport  และอื่นๆอีกมากมาย ให้กับผู้ชมโทรทัศน์ชาวไทยกว่า 100ช่อง

       นอกจากนี้กล่องรับสัญญาณ วันสกายนอกยังมีการจัดรวบรวมเรียงหมวดหมู่ประเภทของรายการต่างๆเพื่อสะดวกต่อการรับชมแล้ว ราคายังสบายกระเป๋าไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน และเชื่อมต่อได้กับจานดาวเทียมทุกประเภททั้ง ซีแบนและ เคยูแบน อีกด้วยค่ะ ที่สำคัญคุณผู้ชมสามารถติดตามรับชมข่าวสารในวงการบันเทิง และรายการวาไรตี้สนุกจากช่องแมงโก้ทีวีของเราได้จากกล่อง วันสกาย ที่ช่อง104 

    พร้อมเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ในงาน  ALL in 1SKY NIGHT  นำโดยเหล่าทีมผู้บริหาร ผู้ผลิตรายการ ผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียม แล้วในงานยังมี ศิลปินดารา ทุกสังกัดในวงการบันเทิง ต่างเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับ วันสกาย  ที่พวกเค้าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "นี่แหละคือการปฏิวัติการดูทีวีของคนไทย"

 

 

1sky Euro

 

ข้อดีของดาวเทียม 1 SKY, One sky.

- สามารถใช้ได้กับทั้งจานดำ และต่อไปจะใช้จานสีได้

- สามารถรับชมช่องดาวเทียมฟรีทีวีได้ครบทุกช่องตามปกติ

- ดูฟรีช่อง 1sky 3 ช่อง

1.1 ช่องพรีวิว ดูไฮไลท์ของช่องเสียรายเดือน และถ่ายทอดสดกีฬาในบางโอกาส

1.2 ช่องภาพยนตร์

1.3 ช่องรายการทีวีสำหรับครอบครัว

- ช่องพิเศษเสียรายเดือนในราคายุติธรรมและไม่ผูกมัด

 

ที่สำคัญที่ดาวเทียมแบบอื่นไม่มีก็คือ

มีถ่ายทอดสดกีฬา ยูโร 2012 , บุนเดสลีก้า , แข่งรถ ASN , NASCAR ,อเมริกันฟุตบอล NFL , มวย UFC , กีฬาอื่นๆจากยุโรป , ช่องยูโรสปอร์ต

มีภาพยนตร์และซีรี่ย์จากเอเชียร์ ยุโรป และอเมริกา ช่องสารคดี BBC การ์ตูนสำหรับเด็กๆ

- มีระบบ OTA อัพเดทช่องอัตโนมัติ

- ปรับเสียงไทยและเสียงต้นฉบับได้

- ล็อคช่องรายการทีวีเพื่อให้เด็กๆดูแต่รายการที่เหมาะสมได้

- ในอนาคตจะมีรายการแบบ PPV (PAY PER VIEW)

เพื่อดูคอนเสิร์ตและกีฬาในแบบเรียลไทม์ และจ่ายเฉพาะรายการที่เลือกดู เท่านั้น ไม่ต้องเหมารายเดือน

 

ราคาของจานดาวเทียม One Sky

1sky รุ่น smart สามารถดูได้ทั้งช่องฟรีและช่องเสียเงิน ราคา 1,500 บาท

1sky รุ่น easy ดูได้แต่ช่องฟรีเท่านั้น ราคา 500 บาท

1sky รุ่น Genius HD สามารถดูรายการในระบบ HD ได้ ราคา 2,500 บาท

 

ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับ 1 SKY, One Sky

- 21 กพ 55 ตั้งแต่เวลา 23.59 น.- 24.15 น. ทาง GMM 1-sky จะทำการทดสอบระบบการเข้ารหัส และจะเริ่มเข้ารหัสอย่างถาวร

- ในวันที่ 22 กพ 55 เวลา 12.00 น. ทำให้กล่องรับสัญญาณทั่ว ๆ ไป ไม่สามารถรับชมได้ สามารถรับชมได้เพียงแค่กล่องของ 1-sky เท่านั้น

 

 

ก่อนหน้า123ถัดไป
[Go to top]


แกรนิตโต้.com by TheThreeTouch Asia Pacific Co.,Ltd. Copyright © 2011 All Rights Reserved.